ปตท.เผยปรับขึ้น 'แอลพีจี-เอ็นจีวี' กระทบค่าครองชีพเล็กน้อย





วันนี้ (19 ก.ย.57) นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีภาคขนส่งและเอ็นจีวีช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ตามแผนปฏิรูปพลังงานของรัฐบาล จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนเพียงเล็กน้อย โดยการปรับขึ้นราคาครั้งนี้เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หลังราคาแอลพีจีภาคขนส่งถูกกว่าภาคครัวเรือนตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณการใช้แอลพีจีภาคขนส่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 10% ขณะที่ภาคครัวเรือนยังเติบโตในอัตราที่ต่ำ

นอกจากนี้ หากรัฐบาลจะปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลให้มากกว่า 30 บาทต่อลิตร ในช่วงนี้ก็นับเป็นช่วงที่เหมาะสม เนื่องจากราคาตลาดโลกยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ อีกทั้งในอดีตราคาน้ำมันดีเซลก็เคยปรับขึ้นในช่วง 30-33 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่กระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก หากมีการปรับขึ้นในช่วง 31-33 บาทต่อลิตรไม่น่าจะส่งผลกระทบกับต่อผู้บริโภคมากนัก

สำหรับปัจจุบันราคาก๊าซแอลพีจีภาคขนส่งอยู่ที่ 21.38 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งนโยบายปรับโครงสร้างที่กระทรวงพลังงานได้มีการเสนอ คือ การปรับราคาให้เท่ากับภาคครัวเรือนที่ขณะนี้อยู่ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม โดยได้เสนอ 2 แนวทางในการปรับขึ้นราคา คือ ขึ้นทันที 1.25 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับขึ้น 2 ครั้งๆละ 62 สตางค์ต่อกิโลกรัม ส่วนก๊าซเอ็นจีวี ที่ขณะนี้ถูกตรึงราคาไว้ที่ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม มีแผนจะปรับราคาขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัมในครั้งแรก เพื่อให้เท่ากับต้นทุนจริงที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนจะปรับขึ้นทุกเดือนๆละ 1 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับขึ้นในต้นเดือนตุลาคมเพียง 1 บาทต่อกิโลกรัม แล้วรอดูผลกระทบจากผู้ใช้เอ็นจีวีอีกครั้ง อยู่ที่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง.

นายสรัญ กล่าวว่า จากการที่ราคาก๊าซแอลพีจีของไทยต่ำกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่น ทำให้มีความนิยมใช้ในภาคขนส่งมีอัตราสูง จนไทยเปลี่ยนจากประเทศผู้ส่งออกเป็นนำเข้าแอลพีจีตั้งแต่กลางปี 2551 และคลังรับแอลพีจีที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ไม่เพียงพอในขณะนี้ ปตท. จึงอยู่ระหว่างการขยายคลังรองรับการนำเข้าระยะที่ 1 ซึ่งเพิ่มขึ้น จาก 1.3 แสนตันต่อเดือน เป็น 2.5 แสนตันต่อเดือน ด้วยวงเงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปี 2558 จากนั้นเตรียมจะก่อสร้างเพิ่มเติมระยะที่ 2 ด้วยเงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มการนำเข้าเป็น 5 แสนตันต่อเดือน ซึ่งคงยังต้องรออีกระยะหนึ่ง เนื่องจากเฟสที่ 1 เมื่อสร้างเสร็จสามารถรองรับก๊าซได้ถึง 4-5 ปี

ขอบคุณที่มา : aecnews.co.th

โดย Editor
วันที่ 19 กันยายน 2557
พิมพ์หน้านี้