ลบ แก้ไข

เกาะเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย พ.ศ 2557

ในช่วงปีที่ผ่านมามีการเลือกตั้งที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียนของเราอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศมาเลเซีย กัมพูชา และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสภาท้องถิ่นในประเทศฟิลิปปินส์ ผลการเลือกตั้งในประเทศที่กล่าวมานี้ถูกมองว่าไม่โปรงใส่และไม่ยุติธรรม ฝ่ายตรงข้ามของพรรคที่ชนะการเลือกตั้งต่างออกมาประท้วงผลการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นในประเทศมาเลเซีย กัมพูชา และในฟิลิปปินส์ แต่ที่ดูเหมือนจะหนักหน่อยน่าจะเป็นประเทศกัมพูชาที่คู่ต่อสู้ทั้ง 2 พรรค คือ พรรครัฐบาลกัมพูชา นำโดยสมเด็จฯ ฮุนเซน และ พรรคฝ่ายค้าน โดยนายสม รังสี ต้องมานั่งโต๊ะเจรจากันภายหลังการเลือกตั้ง เพราะพรรคฝ่ายค้านกล่าวหาว่าพรรครัฐบาลมีการโกงการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านนำมาซึ่งการประท้วงการเลือกตั้งในเมืองต่างๆ การเจรจาในครั้งนี้สมเด็จนโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชาจึงได้เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ผลจากการเจรจาทั้ง 2 ฝ่ายตกลงร่วมกันในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้ง ยุติการประท้วงด้วยความรุนแรง และจะให้มีการเจรจาเพิ่มเติมในหัวข้ออื่นๆต่อไปในภายหลัง


 

 

 

การเลือกตั้งในหลายๆประเทศของอาเซียนรวมทั้งบ้านเราด้วยนั้น มักจะมากับความขัดแย้งและความรุนแรง และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศฟิลิปปินส์ และบ้านเราเองนั้น ในช่วงเวลาการเลือกตั้งโดยเฉพาะเลือกตั้งท้องถิ่นมักจะต้องมีหัวคะแนนถูกยิงจนเสียชีวิต หรือโดนทำร้ายร่างกาย ส่วนในกัมพูชาและมาเลเซีย ก็เกิดการประท้วงผลเลือกตั้ง ซึ่งนำมาสู่ความรุนแรงและความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่าย ด้วยเช่นกัน 
 

แต่ในประเทศอินโดนีเซียนั้น เป็นที่น่าสนใจว่าการเลือกตั้งในอินโดนีเซียไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือท้องถิ่น ไม่เกิดความรุนแรง ไม่มีการประท้วงผลเลือกตั้ง และเรียกว่าเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ปกครองแบบประชาธิปไตย และการเลือกตั้งดำเนินไปได้ด้วยดี ปราศจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากวัฒนธรรมของคนอินโดเองที่ไม่นิยมการเผชิญหน้า หรือใช้ความรุนแรงเข้าหากันมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ
 

ในปีหน้า อินโดนีเซียจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีแบบทางตรงครั้งที่ 3 ของประเทศนับตั้งแต่ประเทศอินโดนีเซียมีการปกครองแบบประชาธิปไตย การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์การเมืองในอินโดนีเซียอย่างมาก และยังอาจเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองใหม่ๆของประเทศอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายซุซิโล่ บำบัง ยุดโดโยโน่ (Susilo Bambang Yudhoyono: SBY) จะหมดวาระลงเพราะเป็นประธานาธิบดีมาแล้วถึง 2 สมัย ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จะได้ประธานาธิบดีคนใหม่อย่างแน่นอน และจะต้องมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงระหว่างพรรคการเมืองหลายพรรค


 

                                                                              นายซุซิโล่ บำบัง ยุดโดโยโน่       

 

 

สิ่งที่น่าสนใจในการเปลี่ยนแปลงของพรรคการเมืองในประเทศอินโดนีเซียจากอดีตถึงปัจจุบัน คือ ความอ่อนแอลงของพรรคการเมืองที่เคยเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน กลายเป็นพรรคการเมืองที่เป็นเพียงเครื่องมือของนักการเมืองบางคน หรือบางกลุ่มที่สร้างพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อเพิ่มความชอบธรรมให้กับตนเองในการลงสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น 
 

ในอดีต พรรคการเมืองในอินโดนีเซียถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน เช่น อุดมการณ์ชาตินิยม อุดมการณ์ที่มาจากความเชื่อทางศาสนาอิสลาม เป็นต้น ดังนั้นพรรคการเมืองในอดีตจึงเป็นตัวแทนของกลุ่มทางสังคม หรือ social cleavages ที่สมาชิกมีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกันอย่างชัดเจน แต่ในปัจจุบันนี้ อุดมการณ์ดังกล่าวเลือนหายไปอย่างมาก เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศ รวมทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนอินโดนีเซีย ที่แม้จะนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็มีประชาชนเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้ยึดแนวทางปฏิบัติของศาสนาอย่างเคร่งครัดเหมือนก่อน
 

ดังนั้นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ในปัจจุบันจึงไม่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นจากอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกันของสมาชิกพรรค แต่กลับถูกตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนนักการเมืองบางคนในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองใหม่ๆเหล่านี้จึงไม่ค่อยมีความผูกพันธ์กับประชาชนชาวอินโดนีเซียเหมือนพรรคเก่าแก่ในอดีต ที่เห็นได้ชัด คือ พรรค Demokrat Party (PD) ของ ประธานาธิบดียุดโดโยโน่ แม้ว่าพรรค PD จะถูกจัดตั้งขึ้นก่อนการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2547 เพียงไม่กี่เดือน แต่พรรคกลับได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น สูงกว่าพรรคการเมืองที่ก่อตั้งมานานแล้วอีกหลายพรรค เช่น Golkar PKS และ PDIP ทั้งนี้เนื่องจากความนิยมชมชอบในตัวประธานาธิบดียุดโดโยโน่ ของประชาชนชาวอินโดนีเซีย ประธานาธิบดียุดโดโยโน่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง


นอกจากนี้ยังมีอีก 2 พรรคที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อ พ.ศ. 2552 คือ พรรค Hanura จัดตั้งโดย นายพลวิรันโต้ และ พรรค Gerindra จัดตั้งโดยนายพลพลาโบโว้ นายพลวิรันโต้ และ นายพลพลาโบโว้ นั้น เคยเป็นสมาชิก พรรคเก่าแก่อย่างพรรค Golkar มาก่อน แต่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ทั้ง 2 ท่าน คาดการณ์แล้วว่าจะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนภายในพรรคเพียงพอเพื่อเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี ทั้ง 2 ท่าน จึงได้แยกตัวออกมาจาก Golkar เพื่อมาตั้งพรรคของตนเองในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อ พ.ศ. 2552 อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 พรรคก็แพ้การเลือกตั้ง เนื่องจากขาดการสนับสนุน และความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างพรรการเมืองและสมาชิกพรรครวมทั้งประชาชนทั่วไป ภายหลังการเลือกตั้ง ทั้ง 2 พรรคจึงเริ่มอ่อนแอลง ต้องติดตามต่อไปว่าในการเลือกตั้งปีหน้าที่จะถึงนี้ ทั้ง 2 พรรคจะยังลงแข่งขันอีกครั้งหรือไม่
 

สำหรับในการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีในปีหน้านี้ ผู้สมัครที่มาแรงในขณะนี้ คือ นาย โจโก วิโดโด้ (Joko Widodo) หรือ โจโกวี่ (Jokowi) จากพรรค PDIP ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองจาการ์ต้าในปัจจุบันและถือเป็นนักการเมืองที่มีบารมีสูง เป็นที่ชื่นชอบและรักใคร่ของประชาชนชาวอินโดนีเซียอย่างมากด้วยบุคลิกที่เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ และมีความพยายามช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของประชาชนที่ยากจนและได้รับความเดือดร้อน ถ้าครั้งหน้านี้ โจโกวี่ ชนะการเลือกตั้งจะทำให้ พรรค PDIP ที่เคยเป็นฝ่ายค้านมาก่อนได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง
 

จึงเห็นได้ว่าในปัจจุบัน พรรคการเมืองไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่กลับเป็นนักการเมืองที่มีบารมีเป็นที่ยอมรับของประชาชน นักการเมืองในปัจจุบันก็ไม่ได้พึ่งพาพรรคการเมืองเพื่อเข้าถึงประชาชนในส่วนต่างๆของประเทศเหมือนแต่ก่อน
 

ในอดีตนั้น พรรคการเมืองจะมีสาขา หรือสำนักงานพรรคอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งสาขาหรือสำนักงานเหล่านี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคและประชาชนในท้องถิ่น แต่ในปัจจับุนเนื่องจากเทคโนโลยี่สื่อสารมวลชน รวมทั้งบริษัทที่ปรึกษาทางการเมืองต่างๆเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในการเมืองอินโดนีเซีย พรรคการเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ในช่วงการเลือกตั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา นิยมจ้างทีมบริษัทที่ปรึกษาในการวางแผนการหาเสียง และใช้เครื่องมือสื่อสารมวลชนต่างๆอย่างกว้างขวางที่เข้าถึงประชาชนได้โดยตรง เช่น สื่อวิทยุ โทรทัศน์ สื่อเทคโนโลยีในสังคมออนไลน์ เป็นต้น


เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลต่างๆของผู้สมัครสามารถเข้าถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้โดยตรง และบริษัทที่ให้คำปรึกษาในการหาเสียงเลือกตั้งเหล่านี้ ได้เน้นการโฆษณาตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง มากกว่าตัวพรรคการเมือง หรือนโยบายของพรรค พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ เช่น PD และ Gerinda เองก็โฆษณาหาเสียงโดยชูตัวผู้สมัครของพรรค แทนที่จะเป็นนโยบาย หรืออุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคเหมือนก่อน


ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ พ.ศ. 2552 บริษัท ACNielson Institute ได้มีการทำวิจัยเพื่อศึกษาปริมาณการใช้เครื่องมือสื่อสารมวลชนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย และพบว่าพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนั้นได้มีการโฆษณาในโทรทัศน์จำนวน 19 ช่อง และมีการโฆษณาของพรรคการเมืองเพื่อรณรงค์หาเสียง มากกว่า 20,000 ชิ้น ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2547 ถึง 3 เท่า และพรรคการเมืองที่มีการโฆษณาพรรค นโยบายพรรค และตัวผู้สมัครมากกว่าพรรคอื่นๆโดยผ่านสื่อดังกล่าว คือ พรรคการเมืองที่จัดตั้งมาใหม่ อย่างพรรค PD และ Gerinda


สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งสื่อ ออนไลน์ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในช่วงเวลาหาเสียงของพรรคการเมืองในปัจจุบัน การขยายตัวของสื่อต่างๆ ทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถนำข้อมูลของตนเอง เข้าถึงประชาชนได้ง่าย รวดเร็วและสะดวก โดยไม่ต้องผ่านพรรคการเมือง หรือ เครือข่ายสำนักงานในระดับภูมิภาคของนักการเมือง การขยายตัวของการใช้เครื่องมือสื่อสารในการเลือกตั้งจึงเป็นเหตุผลสำคัญอีกประการที่ทำให้ประชาชนพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครมากกว่าพรรคการเมืองในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดี สภาผู้แทนราษฎร และสภาท้องถิ่นต่างๆ


พรรคการเมืองในปัจจุบันของประเทศอินโดนีเซียจึงมีความแตกต่างอย่างมากจากพรรคการเมืองในอดีต นอกจากนี้พรรคการเมืองเองมีบทบาทลดน้อยลงไป ไม่สามารถเป็นตัวแทนของกลุ่มทางสังคมได้เหมือนแต่ก่อน ตัวนักการเมืองที่เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนกลับมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้พรรคการเมืองนั้น หรือผู้สมัครคนนั้นได้รับการเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผูกพันกับนักการเมืองมากกว่าพรรคการเมือง ซึ่งอาจนำมาสู่ระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง และบั่นทอนความมั่นคงของสถาบันพรรคการเมืองต่อไป


ในการเลือกตั้งปีหน้าที่จะมาถึงนี้ มีการคาดการณ์กันว่า พรรคการเมืองที่เป็นตัวเต็ง น่าจะมีการชูตัวผู้สมัครที่เป็นที่ยอมรับของประชาชน มากกว่าชูนโยบาย หรือ อุดมการณ์ของพรรค นอกจากนี้ เทคโนโลยีในการสื่อสารน่าจะมีการใช้มากขึ้นอย่างมาก หากนายโจโกวี่ ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้จริง ก็อาจแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเมืองแบบปัจจเจกบุคคลมากกว่าการเมืองแบบสถาบัน ที่นักการเมืองมีบทบาทในการดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนมากกว่าพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัด

ที่มา ดร. พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์

 

เกี่ยวกับประเทศ

 

Spider Show
ชม 9,673 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน Developed By Upbean